ทักทาย

คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ความรู้เพิ่มเติม เรื่อง Taplet กับเด็ก ป.1

เด็กไทย กับการศึกษา บนแท็บเล็ต?

ยังคงใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยเช่นเดิม สำหรับสำนวนที่ว่า “การศึกษาเป็นรากฐานของสังคม” เพราะไม่ว่าพรรคการเมืองใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็มักจะชูธงนโยบายการศึกษา เป็นเครื่องมือในการหาเสียงอยู่เป็นประจำ

แต่จะมีสักกี่ครั้งที่ทำได้จริงตามคำให้สัญญา ที่พ่นผ่านออกมาจากลมปากของเหล่านักการเมืองไทย ซึ่งความจริงก็คงเห็นๆ กันอยู่!!!

อย่างไรก็ตามเมื่อม้าแข่งสีแดง อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มีจ๊อกกี้คนสวย คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี วิ่ง เข้าวินชนะการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมาอย่างท่วมท้น พร้อมย้ำถึงนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่ดูดี มีสไตล์ แต่กลายเป็น “อาฟเตอร์ช็อค” ให้ แก่วงการศึกษาไทยได้พอสมควร ด้วยการประกาศแจกแท็บเล็ต จำนวน 800,000 เครื่อง แก่เด็กชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 1 ซึ่งมีอายุราว 6 – 7 ขวบทุกคน (One Tablet One Per Child) โดยตั้งงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างเต็มตัว

พร้อมกับสายตาที่จับจ้องมาจากทุกฝ่ายในสังคม โดยเฉพาะ “นายพราน” อย่างนักธุรกิจจมูกไว ที่พร้อมกระโจนเข้าตะคลุบ “ผลประโยชน์” ตรงนี้อย่างไม่คาดสายตา

โดย รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นผ่านศูนย์ข่าวปฏิรูปปรเทศไทยถึงนโยบายการศึกษาไทยว่า ขณะนี้มีความจำเป็นอย่างมาก ที่ประเทศไทยต้องก้าวไปสู่ยุคของข่าวสาร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และประชาคมอาเซียน แต่จากการสังเกตนโยบายการศึกษาของพรรค พท.มีลักษณะ “ประชานิยมฉาบฉวย” เพราะไม่ได้ไปถึงแก่นของสังคมสารสนเทศ และไม่ได้นำไปสู่สังคมของการเรียนรู้อย่างแท้จริง ซึ่งต่างกับนโยบายต่างประเทศที่มีการวางแผนเตรียมการอย่างต่อเนื่อง




   รศ.ดร.สมพงษ์ ยังชี้จุดบกพร่องของนโยบายการศึกษาของพรรค พท.ว่า เป็นสิ่งเดียวที่โดดออกมาจากรายละเอียดของเนื้อหาสาระ ที่เป็นเรื่องหลักการทั่วไปทางการศึกษา ซึ่งเป็นนโยบายที่ตกยุค เพราะเน้นเรื่อง ของโครงสร้าง ไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพการศึกษาที่เป็นวิกฤตอยู่ขณะนี้ หรือจะกล่าวตรงๆ ว่า ผู้ที่ร่างนโยบายดังกล่าว เป็นการร่างเพื่อต่อยอดการปฏิรูปการศึกษาเมื่อทศวรรษแรกที่ล้มเหลวในด้าน โครงสร้างจริง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า พรรค พท.ไม่ได้ตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงของระบบโลกการศึกษาเลย


   “การศึกษาในอนาคตไม่พูดเรื่องโครงสร้างกันแล้ว ไม่ควรต่อยอดความล้มเหลวเดิม ดังนั้นควรจะดึงเอาบางส่วนของนโยบายออก เพราะไม่มีความทันสมัย ไม่สามารถที่จะพัฒนาไปกับบ้านเมืองได้” รศ.ดร.สมพงษ์ แสดงความเห็น
รศ.ดร.สมพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า การแจกแท็บเล็ตนั้น เท่าที่ได้ศึกษามาจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ควรนำไปแจกเด็กที่มีวุฒิภาวะและเป็นวัยที่กระตือรือร้น ในการฝึกทักษะเสาะแสวงหาข้อมูลต่างๆ ไม่ใช่นำแท็บเล็ตมาแจกเด็ก ป.1 ซึ่งเป็นวัยที่ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ฉะนั้นเด็กเหล่านี้จะไปเสาะแสวงหาข้อมูลได้อย่างไร อีกทั้งจากงานวิจัย การแจกแท็บเล็ตนั้น ถือว่าไม่ได้คำนึงถึงความรอบด้านของตัวเด็ก และไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต

   “หากพรรคเพื่อไทยยังดันทุรัง ที่จะแจกแท็บเล็ตเพียงอย่างเดียว ก็จะก่อให้เกิดอันตราย หรือเป็นการฆ่าเด็กไทยทางอ้อม เพราะเด็กส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในเรื่องที่ไม่เหมาะสม อย่างการสร้างพื้นฐานให้เด็กคุ้นเคยกับการใช้อิเลคทรอนิกส์ ซึ่งนำไปสู่เรื่องเกม ตามวัยที่เด็กอยากรู้อยากเห็นต่อไป ที่สำคัญคำว่าแจก อีกนัยหนึ่งก็หมายถึง “หายนะ” นั่นเอง เพราะไม่ได้สอนให้คนพร้อมที่จะรับอย่างมีสติ” รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
รศ.ดร.สมพงษ์ แสดงความกังวลหากมีการแจกแท็บเล็ตว่า เมื่อเด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากๆ สังคมรอบตัวเด็กจะอ่อนแอลง ทั้งสังคมที่เป็นธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์จะหายไปจากตัวเด็ก แต่กลับกันสังคมจะมีเด็กที่อ่อนแอมากขึ้น และเกรงว่าเด็กจะมีพฤติกรรมที่แฝงไปด้วยความรุนแรง การแข่งขันและความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น  
   ทั้งนี้เมื่อมีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนพื้นฐานการศึกษาแบบไทยๆ ทั้งการฝึกเขียน ฝึกอ่าน และใฝ่หาความรู้ตามตำรับตำรา ให้ถูกผ่องถ่ายจากหน้าหนังสือเรียนมาเป็นหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้นโยบายการศึกษาของพรรค พท.ระลอกนี้ ดูเสี่ยงที่จะ “แลกหมัด” กับคะแนนนิยมพอสมควร เพราะหากประสบผลสำเร็จ ก็ถือว่าเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในการ “ปฏิรูปการศึกษาไทย” เลยทีเดียว กลับกันถ้าผลลัพธ์จากการแจกแท็บเล็ต กลายเป็นการหยิบยื่นมีดให้กับเด็ก ป.1 นโยบายโก้หรูดังกล่าวคงจะเกิดอาการ “เมาหมัด” จนส่งผลให้ “ล้มไม่เป็นท่า” เช่นเดียวกัน

   แต่มีสิ่งหนึ่งที่พรรค พท.ต้องกลับไปคิดให้ตกผลึกว่า วุฒิภาวะสำหรับเด็กอายุ 6 – 7 ขวบนั้นเพียงพอแล้วจริงหรือ...ที่จะใช้แท็บเล็ตไปในแนวทางที่ถูกที่ควร เพราะอย่าลืมว่าเด็กวัยนี้ ไม่ต่างอะไรกับ “แก้วเปล่า” ที่ รอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ รอบตัวมาเติมให้เต็มแก้ว ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา อยากเสพสื่อที่รุนแรง สื่อที่ยั่วยุทางเพศเข้าไป นั่นหมายถึง “หายนะ” สำหรับเด็กที่เป็นรากฐานของประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน 
ในประเด็นนี้ รศ.ดร.สมพงษ์ เสนอแนะว่า ขณะนี้ถือว่ายังไม่สาย สำหรับนโยบายแจกแท็บเล็ตของพรรค พท.ที่ยังกลับไปคิดให้รอบคอบขึ้นได้ อย่างการหากลยุทธ์ป้องกันให้รอบด้าน พร้อมกับรับฟังเหตุผลจากเสียงรอบๆ ด้าน แต่ทั้งนี้พรรค พท.ก็ต้องแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กไทยทุกคน ตามนโยบายที่ประกาศให้ได้ ขณะเดียวกันอย่าลืมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตชิพเทคโนโลยีส่งต่างประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรสนับสนุนการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อผลิตแท็บเล็ตอย่างดี ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อยอด จากนั้นต้องจ้างมหาวิทยาลัยต่างๆ มาทำซอฟแวร์ เกี่ยวกับเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ควบคู่กันไป

   รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนทางด้านสังคมไทย ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ 100% เช่น เด็กปัจจุบันที่อายุ 7 ขวบ มีบัตรประชาชน จะต้องควบคุมการเข้าร้านเกม หรือร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ และต้องตรวจบัตรอย่างจริงจัง พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายการจำหน่ายซอฟแวร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้ แก่เด็ก อีกทั้งต้องเตรียมการความพร้อมบุคคลากร “ครู” ที่จะทำอย่างไร ให้เกิดการเชื่อมโยงกับหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ลักษณะนี้

   “แม้พรรค พท.ทำนโยบายแจกแท็บเล็ตตามที่ได้ประกาศ พร้อมกับหามาตรการรองรับไว้แล้ว แต่อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นในเรื่องนี้ไว้ด้วย เพราะเรื่องดังกล่าวจะมีค่าคอมมิชชั่นสูง และเรื่องเหล่านี้เคยมีประวัติมาแล้วทั้งสิ้น เพราะราคาแท็บเล็ตต่อเครื่องอยู่ที่ประมาณ 4,000 - 5,000 บาท ถ้าต้องแจกทั้งประเทศต้องใช้งบประมาณมหาศาล ดังนั้นการทำนโยบายนี้ต้องระมัดระวัง แม้ด้านหนึ่งมีภาพที่หรูหรา แต่อีกด้านหนึ่งก็มีมุมมืดเช่นกัน” รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวเตือน
เหรียญมักมีสองด้านเสมอ แม้หลายฝ่ายจะมองด้านมืด หรือจุดด้อยของนโยบาย “เจ้าบุญทุ่ม” ของพรรค พท.ที่อาจะส่งผลต่อการศึกษาของเด็กไทยในอนาคตก็ตาม แต่ทางเจ้าของนโยบายเอง มีความเห็นด้านบวกที่แตกต่างออกไป


        โดยนายภาวิช ทองโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค พท.ตัวแทนเจ้าขอนโยบาย ชี้แจงว่า ในประเด็นการชูนโยบายหาเสียงเรื่องการแจกแท็บเล็ตนั่น เป็นเสมือนดารานำเท่านั้น แต่นโยบายหลักของการศึกษา มีรายละเอียดอีกมาก ซึ่งอยากจะเรียนว่า อุปกรณ์แท็บเล็ตนั่น ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญของการศึกษา แต่เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมของระบบการศึกษาเท่านั้น สำหรับเรื่องข้อกังวลต่างๆ ที่สังคมส่วนใหญ่เป็นห่วง ขอยืนยันว่าสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ ทางพรรค พท.สามารถหามาตรการรองรับได้

     “แต่ถ้าไม่มีการแก้ไขด้านการศึกษาเลย ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าอย่างลำบาก เพราะการศึกษาตกต่ำ คุณภาพของประเทศก็จะตกต่ำตามไปด้วย” นายภาวิช กล่าว
นายภาวิช ชี้แจงต่อว่า ที่สังคมมองว่าการแจกแท็บเล็ต จะกลายเป็นดาบสองคมหันกลับมาทำร้ายเด็ก หากนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ตรงนี้ไม่อยากให้สังคมมองภาพแคบเกินไป จะเป็นการจำกัดการเรียนรู้ของเด็ก เพราะอีกมุมหนึ่งของเทคโนโลยีก็มีศักยภาพทางบวกอยู่มาก เนื่องจากเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับคุณภาพการเรียนการสอนได้ โดยเริ่มจากการจัดอบรมครู ซึ่งในเรื่องนี้ครูจะต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เช่น โครงการเข้าอบรมครูหลักสูตรของกระทรวงศึกษา โดยประเด็นสำคัญ คือ จะเอาอะไรใส่เข้าไปในหลักสูตรการอบรม ส่วนมาตรการรองรับเรื่องของงบประมาณ ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะเงินกับพรรค พท.ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และสามารถใช้กลไกอื่นเข้ามาได้ อย่างภาษีจากธุรกิจไอซีที ที่จะนำมาสนับสนุนเรื่องของการศึกษาต่อไป

   “ทางพรรค พท.ตระหนักดีว่าการศึกษาของไทยแย่มาก ซึ่งถ้าไม่มีการแก้ไขด้านการศึกษาเลย ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าอย่างลำบาก เพราะการศึกษาตกต่ำ คุณภาพของประเทศก็จะตกต่ำด้วย ดังนั้นจึงได้เขียนร่างวางนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ให้เป็นมาตรการเร่งด่วน โดยเริ่มจากการพัฒนาคุณภาพความรู้ที่อยู่ในระบบการเรียนการสอน คือ การรื้อหลักสูตร ตำราเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยตั้งเป้าทำให้ได้ภายใน 3 เดือนแรก โดยตรงนี้เราสามารถใช้แท็บเล็ตในการส่งเสริมได้ เพราะขณะนี้ทุกประเทศได้ใช้เทคโนโลยี เพื่อการศึกษามาเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูประบบความรู้หมดแล้ว” นายภาวิช แจงถึงสิ่งที่พรรค พท.ต้องทำอย่างเร่งด่วน

   ฉะนั้นเรื่องการแจกแท็บเล็ตแก่เด็ก ป.1 ให้กลายเป็นเด็ก “ไวไฟร์” จากเจ้าแม่โปรเจกอย่าง อย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในขณะนี้ กลายเป็น “เดิมพัน” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงข่าวสารทั้งในแง่ดีและแง่ลบ มากน้อยไม่แตกต่างกัน อย่างข้อแนะนำให้มีการแยกแจกเป็น “เฟส” หรือแจกเป็นระยะ เพื่อประเมินผลลัพธ์และข้อดีข้อเสีย ก่อนจะมีการขันน็อตให้แน่นขึ้น หรือข้อเสนอที่ว่า อยากให้การหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ผ่านแท็บเล็ต เป็นหนึ่งในส่วนประกอบการความรู้นอกตำราเรียน ควบคู่ไปกับการเขียน อ่านหนังสือตามธรรมเนียมเดิมเท่านั้น ซึ่งความเห็นเหล่านี้พรรค พท.ควรจะรับฟัง และเก็บเป็นข้อมูลในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง

   แต่สำหรับเสียงสะท้อนจากคุณครูต่างจังหวัด กลับได้แสดงความเป็นห่วงวุฒิภาวะของเด็ก ป.1 ในการหาความรู้นอกตำราเรียนจาก “โลกออนไลน์” โดยเฉพาะ “ภูมิคุ้มกัน” ของเด็กต่างจังหวัด ที่อาจจะรู้ไม่เท่าทันสิ่งยั่วยุเท่ากับเด็กในเมือง ซึ่งอาจจะกลายเป็นอีกหนึ่ง “ช่องว่าง” ที่ทีมยุทธศาสตร์พรรค พท.ต้องหาดินมากลบให้พื้นสม่ำเสมอเท่าเทียมกัน
ทั้งนี้เมื่อ “ผู้ใหญ่” ต้องการที่จะรื้อระบบการศึกษาแบบไทยๆ ที่คุ้นเคย ให้มีความกระตือรือร้นและวิ่งตามโลกรอบข้างให้ทัน แต่ ”เด็ก” จะรู้เท่าทัน “โลกออนไลน์” ด้วยหรือไม่ คำตอบคงอยู่ที่ผลลัพธ์ในไม่ช้านี้...




สัปดาห์ที่ 16

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ 2555

  

   อาจารย์ได้ให้นักศึกษาวิเคราะห์ ในเรื่อง Taplet ในการที่จะนำมาใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 
สามารถนำมาใช้ได้อย่างไร
การที่จะนำมาวิเคราะห์อาจทำได้หลายวิธี เช่น
- my mapping- การเขียนแบบเรียงความ
- เขียนเป็นข้อๆ
- การใช้แบบกราฟฟิกออแกนไนเซอร์

   โดยการวิเคาระห์ จะต้องมีหัวข้อ เช่น ข้อดีของการใช้ Tablet , ข้อเสีย , ข้อจำกัด , ทำให้เกิดผลดีอย่างไร , ใช้สอนได้อย่างไรบ้าง อาจารย์ได้ให้นักศึกษาใช้เวลาทำ 20 นาที



  

   อาจารย์ได้บอกถึงว่าทำไมถึงสร้าง Blog เป็นของตัวเอง เพื่อจะให้เราสามารถที่จะนำไปใช้ในอนาคตได้ มีประสบการณืในการทำงานเมื่อเวลาที่เราเจอในอนาคตข้างหน้าจะได้ไม่เป็นเรื่องที่ยาก และอาจเป็นสื่อการเรียนการสอนต่างๆที่จะนำมาใช้สอนกับเด็กได้


วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 15

วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

      

    อาจารย์ได้ตรวจความเรียบร้อยของ Blogger ที่นักศึกษาได้ส่งไปพร้อมให้คำแนะนำ คำติชมต่างๆ เพื่อที่จะได้ให้แต่ละนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย

และอาจารย์ได้สรุปการเรียนรู้จากการทำ Blog ว่าได้อะไรบ้าง



กระบวนการทำงานต่างๆ สรุปได้
- ตั้งวัตถุประสงค์ 
- ศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่างๆจากแหล่งการเรียนรู้ 
- วิเคราะห์
- นำมาปฏิบัติ 
- ปรับปรุงแก้ไข 


วิธีการเรียนรู้ สรุปได้ 
- การสร้างสื่อการทำสื่อต่างๆ มีการวางแผน 
- การนำมาประยุกต์ใช้ 
- การร้องเพลง 
- เทคนิคการเล่านิทานโดยใช้เทคนิคต่าง เช่น เล่าไปพับไป เล่าไปตัดไป เล่าไปฉีกไป เล่าโดยใช้เชือก 
- ลงมือปฏิบัติจริง 


วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 14

วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555


    อาจารย์ได้ให้แต่ละกลุ่มที่ยังไม่ได้นำเสนอเพลงออกมาร้องเพลง พร้อมสอนเพื่อนให้ร้องเพลงและท่าทางประกอบเพลง และอัดวีดีโอของแต่ละกลุ่ม 

กลุ่มแต่ละกลุ่มที่ออกมานำเสนอเพลง มีเพลง
- เพลงเชิญมาเล่น 
- เพลงแปรงฟันกันเถอะ 
- เพลงเดิน เดิน เดิน 
- เพลงท้องฟ้าแสนงาม 
- เพลงเด็กจอมพลัง 


ต่อจากการร้องเพลงสร็จ เป็นการเล่านิทานโดยใช้เทคนิคต่างๆที่แต่ละกลุ่มได้
เล่านิทานโดยการใช้เทคนิค เล่าไปพับไป 


เล่านิทานโดยการใช้เทคนิค เล่าไปพับไป 

**กลุ่มของดิฉัน เล่าไปพับไป  เรื่องเจ้าแสนซน 



video








- เรื่องต้นไม้ของเรา 
- เรื่องน้องมดอยากไปเที่ยวทะเล 
- เรื่องยักษ์ 2 ตน 
- เรื่องแพวิเศษ 
เล่านิทานโดยการใช้เทคนิค เล่าไปตัดไป 
- เรื่องวันหยุดของน้องเบส
- เรื่องพระจันทร์ไม่มีเพื่อน 

เล่านิทานโดยการใช้เทคนิค เล่าไปฉีกไป 
- เรื่องเจ้าแกะกับดวงอาทิตย์
- เรื่องกบน้อยแสนซน 
- เรื่องช้างมีน้ำใจ 


เล่านิทานโดยการใช้เทคนิค เล่าโดยใช้เชือก 
- เรื่องกระต่ายน้อยเพื่อนเกลอ 
- เรื่องโจรใจร้าย 
- เรื่องเจ้างูน้อยกับเถาวัลย์ 

เล่านิทานโดยการใช้เทคนิค เล่าไปวาดไป 
- เรื่องดาวเคราะห์ของคุณยาย 
- เรื่องครอบครัวเศรษฐกิจพอเพียง 
- เรื่องตุ้งแช่จอมซน 
- เรื่องความสุขของคุณยาย 
- เรื่องพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง


ตัวอย่างการเล่านิทานของกลุ่มดิฉัน
เล่าไปพับไป
video

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 13

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555


อาจารย์แจกเพจตัวอักษรและสี


คาบนี้อาจารย์ทบทวนเนื้อหาที่เรียนไป 
- การวิเคราะห์พัฒนาการทางภาษา 
- จากการถ่ายวีดีโอ 
- วิธีการสัมภาษณ์ 
- สนทนา 


** เพื่อนำมาวิเคราะห์พัฒนาการมีพัฒนาการอย่างไร มีปัญหาไหม ใครที่เกี่ยวข้อง

    เด็กปฐมวัยเรียนรู้อย่างไร สังเกตพฤติกรรมในสภาพจริง 
ใช้สื่อดูความสามารถของเด็ก นิทาน และเก็บข้อมูล ต่างจากการสัมภาษณ์ ทบทวนเรื่องของการจับใจความของเด็กว่าเด็กจำได้มั้ย ทำให้เด็กมีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ 

    การช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษา เช่น นิทาน คำคล้องจอง ร้องเพลง
    ส่งเสริมทักษะทางภาษา รูปภาพ มุมประสบการณ์ หนังสือนิทาน (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 

    หุ่นนิ้วมือ ส่งเสริมในเรื่องของการพูด การส่งเสริมทักษะในการฟังเช่น การฟังเทปเพลง มุมภาษามีหนังสือให้อ่าน มีกระดาษให้เขียน มีเบาะรองนั่ง มุมภาษานั้นเป็นมุมที่สงบและเงียบ มุมที่ไม่ให้มาจัดใกล้กับมุมภาษาคือ มุมบล็อก เพราะมุมบล็อกมีเสียงดัง
    การจัดประสบการณ์ทางภาษาที่บูรณาการกับชีวิตประจำวัน จะสามารถบูรณาการได้ด้วยอะไรบ้าง 

1. การทักทายตามมารยาท

2. มีการเซ็นลงชื่อการเข้าห้องเรียน

3. กิจกรรมน่าเสาธง การสวดมนต์

4. เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์

5. สิ่งของที่ชอบของรักของหวงตนเอง

6. การโฆษณา

7. การประชาสัมพันธ์บอกกล่าว

8. การเล่าข่าวของเด็กที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กประสบหรือพบเจอ (มีอ้างอิงที่มา)


** ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ถ้าไม่ดีหรือบกพร่องปัญหาจะเกิดขึ้น



การบูรณาการเคลื่อนไหวและจังหวะ 
- การร้องเพลง 
- บอกชื่อของตัวเอง และทำท่าทางประกอบตามพยางค์ 
- หรือการฟังคำสั่งและทำท่าทางอะไรต่อซึ่งควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหว 


    การวาดภาพเป็นการสื่อสารภาษาอย่างหนึ่งให้คนเข้าใจ เด็กจะทราบว่าภาพแต่ละภาพอาจไม่เหมือนกันการสื่อสารให้ชัดเจนต้องเป็นภาษา

    การใช้ภาพเอามาเป็นประสบการณ์ให้เด็กเกิดตามเป้าประสงค์ ว่าเด็กมีโอกาสได้เห็นไหม เขียนบรรยายใต้ภาพให้เด็กมีประสบการณ์ต้องให้เขียนให้สวยหัวกลม เมื่อทำศิลปะเสร็จแล้วอาจนำภาพแต่ละคนมาเป็นประสบการณ์ และนำผลงานมาใส่แฟ้ม เพราะทำให้เด็กเกิดความภูมิใจเพราะเด็กเป็นคนทำเอง

ขั้นนำก่อนเข้าสู่บทเรียน 
    อาจนำด้วยเพลง นิทาน ประสบการณ์เดิม เกมภาพตัดต่อนำสู่บทเรียน คำคล้องจอง ปริศนาคำทาย ใช้ภาษาในเชิงสร้างสรรค์ให้เด็กคิดต่อ 
    การเขียนเป็นวิธีการหนึ่ง ที่ช่วยในการสื่อสารเป็นวิธีการที่สำคัญ 
    กิจกรรมกลางแจ้งบูรณาการปฏิบัติจามข้อตกลง 


เกมการศึกษา เช่น

- จิ๊กซอว์



- จับคู่ 



- โดมิโน 


- เรียงลำดับเหตุการณ์ 

- ล็อตโต้ 


- ความสัมพันธ์ 


- อนุกรม 



นิทรรศการการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาเซียน


             นิทรรศการการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาเซียน 
โครงการศึกษาศาสตร์ 

(คุณภาพการศึกษาไทยก้าวไกลสู่ประชาคมอาเซียน) 



วันที่ 6-7 กันยายน พ.ศ. 2555










อาเซียน

ประเทศอาเซียน 10 ประเทศ





1.บรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)




เมืองหลวง : บันดาร์ เสรี เบกาวัน
ภาษา : ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นอังกฤษและจีน
ประชากร : ประกอบด้วย มาเลย์ 66%, จีน11%,อื่นๆ 23%
นับถือศาสนา : อิสลาม 67%, พุธ 13%, คริสต์ 10%
ระบบการปกครอง : ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ข้อควรรู้
- ประชาชนของประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถทำวีซ่าที่ ตม.ที่ประเทศบรูไนฯ มีระยะเวลาอยู่ในบรูไนฯได้ 2 สัปดาห์
- ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเหลืองเพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์
- การทักทายจะจับมือกันเบาๆ และสตรีจะไม่ยื่นมือให้บุรุษจับ
- การใช้นิ้วชี้ไปที่คนหรือสิ่งของถือว่าไม่สุภาพ แต่จะใช้หัวแม่มือชี้แทน
-จะไม่ใช้มือซ้ายในการส่งของให้ผู้อื่น
-สตรีเวลานั่งจะไม่ให้เท้าชี้ไปทางผู้ชายและไม่ส่งเสียงหรือหัวเราะดัง

2.กัมพูชา (Cambodia)


เมืองหลวง : กรุงพนมเปญ
ภาษา : ภาษาเขมร เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เวียดนามและจีน
ประชากร : ประกอบด้วย ชาวเขมร 94%, จีน 4%,อื่นๆ 2%
นับถือศาสนา : พุทธ(เถรวาท) เป็นหลัก
ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

ข้อควรรู้
- เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงพนมเปญ โดยกรอกแบบฟอร์ม Visa on Arrival พร้อมยื่นรูปถ่ายและค่าธรรมเนียม 20 ดอลลาร์สหรัฐ
- ผู้ที่เดินทางเข้ากัมพูชา และประสงค์จะอยู่ทำธุรกิจเป็นระยะเวลาเกิน 3 เดือน ควรฉีดยาป้องกันโรคไทฟอยด์ และไวรัสเอและบี




3.อินโดนีเซีย (Indonesia)









เมืองหลวง : จาการ์ตา
ภาษา : ภาษาอินโดนีเซีย เป็นภาษาราชการ
ประชากร : ประกอบด้วย ชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม มีภาษามากกว่า 583 ภาษา ร้อยละ 61 อาศัยอยู่บนเกาะชวา
นับถือศาสนา : อิสลาม 87%, คริสต์ 10%
ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยที่มีประธานาธิปดีเป็นประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ข้อควรรู้
- ไม่ควรใช้มือซ้ายในการรับ-ส่งของ หรือรับประทานอาหารคนมุสลิมอินโดนีเซียถือว่ามือซ้ายไม่สุภาพ
- ไม่จับศีรษะคนอินโดนีเซียรวมทั้งการลูบศีรษะเด็ก
- การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือรูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก อาทิ การนำเข้าและครอบครองยาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต
- บทลงโทษรุนแรงเกี่ยวกับการค้าและส่งออกพืชและสัตว์กว่า 200 ชนิด จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อหรือนำพืชและสัตว์ออกนอกประเทศ


4.ลาว (Laos)








เมืองหลวง : นครหลวงเวียงจันทร์


ภาษา : ภาษาลาว เป็นภาษาราชการ
ประชากร : ประกอบด้วย ชาวลาวลุ่ม 68%, ลาวเทิง 22%, ลาวสูง 9% รวมประมาณ 68 ชนเผ่า
นับถือศาสนา : 75% นับถือพุทธ, นับถือผี 16%
ระบบการปกครอง : สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (ทางการลาวใช้คำว่า ระบบประชาธิปไตยประชาชน)

ข้อควรรู้
-ลาว มีตัวอักษรคล้ายของไทย ทำให้คนไทยอ่านหนังสือลาวได้ไม่ยากนัก ส่วนคนลาวอ่านหนังสือไทยได้คล่องมาก
-ลาวขับรถทางขวา


5.มาเลเซีย (Malaysia)


เมืองหลวง : กรุงกัวลาลัมเปอร์
ภาษา : ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นอังกฤษและจีน
ประชากร : ประกอบด้วย มาเลย์ 40%, จีน33%, อินเดีย 10%, ชนพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
นับถือศาสนา : อิสลาม 60%, พุธ 19%, คริสต์ 11%
ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

ข้อควรรู้
-ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะได้รับสิทธิพิเศษ คือ เงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การคลอดบุตรงานแต่งงานและงานศพ
-มาเลเซียมีปัญหาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ในมาเลเซียประกอบด้วยชาวมาเลย์ กว่าร้อยละ 40 ที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 33 เป็นชาวจีนร้อยละ10 เป็นชาวอินเดีย และ อีกร้อยละ 10 เป็นชนพื้นเมืองบนเกาะบอร์เนียว


6.พม่า (Myanmar)





เมืองหลวง : เนปีดอ (Naypyidaw)
ภาษา : ภาษาพม่า เป็นภาษาราชการ
ประชากร : ประกอบด้วยเผ่าพันธุ์ 135 มี 8 เชื้อชาติหลักๆ 8 กลุ่ม คือ พม่า 68%, ไทยใหญ่ 8%, กระเหรี่ยง 7%, ยะไข่ 4% จีน 3% มอญ 2% อินเดีย 2%
นับถือศาสนา : นับถือพุทธ 90%, คริสต์ 5% อิสลาม 3.8%
ระบบการปกครอง : เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ

ข้อควรรู้
-

7.ฟิลิปปินส์ (Philippines)


เมืองหลวง : กรุงมะนิลา
ภาษา : ภาษาฟิลิปิโน และภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็น สเปน, จีนฮกเกี้ยน, จีนแต้จิ๋ว ฟิลิปปินส์ มีภาษาประจำชาติคือ ภาษาตากาล็อก
ประชากร : ประกอบด้วย มาเลย์ 40%, จีน33%, อินเดีย 10%, ชนพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
นับถือศาสนา : คริสต์โรมันคาทอลิก 83% คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์, อิสลาม 5%
ระบบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบประธานาธิปดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ข้อควรรู้
-การเข้าไปประกอบธุรกิจในฟิลิปปินส์ในลักษณะต่างๆ เช่น การลงทุนร่วมกับฝ่ายฟิลิปปินส์จำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ละเอียด โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย การจดทะเบียนภาษี และปัญหาทางด้านแรงงาน เป็นต้น

8.สิงคโปร์ (Singapore)


เมืองหลวง : สิงคโปร์
ภาษา : ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาคือจีนกลาง ส่งเสริมให้พูดได้ 2 ภาษาคือ จีนกลาง และให้ใช้อังกฤษ เพื่อติดต่องานและชีวิตประจำวัน
ประชากร : ประกอบด้วยชาวจีน 76.5%, มาเลย์ 13.8%, อินเดีย 8.1%
นับถือศาสนา : พุทธ 42.5%, อิสลาม 14.9%, คริสต์ 14.5%, ฮินดู 4%, ไม่นับถือศาสนา 25%
ระบบการปกครอง : สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิปดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ข้อควรรู้
- หน่วยราชการเปิดทำการวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น.-13.00 น. และ 14.00 น. – 16.30 น. และวันเสาร์ เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 13.00 น.
-การหลบหนีเข้าสิงคโปร์และประกอบอาชีพเร่ขายบริการผิดกฎหมาย จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
-การลักลอบนำยาเสพติด อาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ จะได้รับโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต

9.เวียดนาม (Vietnam)


เมืองหลวง : กรุงฮานอย
ภาษา : ภาษาเวียดนาม เป็นภาษาราชการ
ประชากร : ประกอบด้วยชาวเวียด 80%, เขมร 10%
นับถือศาสนา : พุทธนิกายมหายาน 70%, คริสต์ 15%
ระบบการปกครอง : ระบบสังคมนิยม โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว

ข้อควรรู้
- หน่วยงานราชการ สำนักงาน และองค์กรให้บริการสาธารณสุข เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 16.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์
- เวียดนามไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารที่ทำการต่างๆ ของรัฐ
- หากนำเงินตราต่างประเทศติดตัวเข้ามามากกว่า 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องแจ้งให้ศุลกากรเวียดนามทราบการนำเงินตราออกประเทศมากกว่า 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งชาติหรือธนาคารกลางในท้องถิ่นก่อน มิเช่นนั้นจะถูกยึดเงิน
- บทลงโทษของเวียดนามในคดียาเสพติดการฉ้อโกงหน่วยงานของรัฐมีโทษประหารชีวิต

10.ประเทศไทย (Thailand)


เมืองหลวง : กรุงเทพมหานคร
ภาษา : ภาษาไทย เป็นภาษาราชการ
ประชากร : ประกอบด้วยชาวไทยเป็นส่วนใหญ่
นับถือศาสนา : พุทธนิกายเถรวาท 95%, อิสลาม 4%
ระบบการปกครอง : ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อควรรู้
-